วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2555

โรคกรดไหลย้อน....โรคคนรุ่นใหม่ที่ไม่ควรมองข้าม



       โรคกรดไหลย้อน เกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อหูรูดนี้จะหย่อนตัวลง ทำให้กรดในกระเพาะอาหารไหลกลับเข้าไปในหลอดอาหารได้โดยง่าย โดยจะมีอาการแสบยอดอก ขย้อนหรือสำรอก รู้สึกเปรี้ยวหรือขมในปาก มักมีอาการเรอ จุก เสียด แน่น เป็นต้น

    สาเหตุสำคัญที่ทำให้คนเราเป็นโรคนี้คือ พฤติกรรมการบริโภคที่หันไปใช้ชีวิตแบบชาวตะวันตก ตื่นเช้ามาก็เร่งรีบไปทำงาน ไม่ค่อยกินข้าว กินแต่กาแฟ แถมยังชอบกินอาหารเย็นหนักๆ แล้วก็นอน อาหารจึงยังตกค้างอยู่ในกระเพาะ ร่างกายก็ต้องหลั่งกรดออกมาย่อยอาหารที่ยังตกค้างอยู่ ประกอบกับท่านอนไม่ถูกต้อง หัวเสมอหรือต่ำกว่าลำตัว ทำให้กรดในกระเพาะไหลย้อนขึ้นมาที่ลำคอ เกิดอาการแสบระคายเคืองขึ้นมาบนคอและถ้าปล่อย ให้หลอดอาหารส่วนปลายระคาย เคืองไปนานๆ อาจทำให้หลอดอาหารเป็นมะเร็งได้



 1.รู้สาเหตุที่ทำให้กรดไหลย้อน โดยการสังเกตพฤติกรรมของตนเอง ที่จะทำให้กรดไหลย้อนมากขึ้น และหลีกเลี่ยง เช่น
       • กินอาหารมากเกินไปในแต่ละมื้อ กินอาหารรสจัด หรือกินแล้วนอนทันที
       • กินอาหารประเภทมันๆ ปรุงด้วยการผัด การทอด รวมถึงกินไข่แดง
       • ดื่มนมที่มีไขมันสูง น้ำเต้าหู้ ชา กาแฟ น้ำอัดลม ช็อกโกแลต และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
       • น้ำหนักตัวที่เพิ่ม ท้องผูก และขาดการออกกำลังกาย
       
 2.รู้ว่าสิ่งใดทำให้อาการดีขึ้น ต้องปฏิบัติ
 เช่น
       • กินอาหารปริมาณน้อยๆ แต่บ่อยๆ แทนการกินอาหารที่มากเกินไปในแต่ละมื้อ และกินอาหารล่วงหน้าก่อนนอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง
       • หลีกเลี่ยงการกินอาหารประเภทมันๆ อาหารที่ปรุงด้วยการผัด การทอดทุกชนิด รวมถึงไข่แดง
       • ดื่มนมพร่องมันเนย หรือนมไร้ไขมัน (ไขมัน =0%)
       • หลีกเลี่ยงน้ำเต้าหู้ ชา กาแฟ น้ำอัดลม ช็อกโกแลต และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
       • ลดน้ำหนักตัว
       • งดการสูบบุหรี่ เพราะจะกระตุ้นทำให้มีการหลั่งกรดมากขึ้น
       • พยายามไม่ให้เกิดอาการท้องผูก โดยดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้น (ดื่มน้อยๆ แต่บ่อยๆ ) และกินผัก ผลไม้ที่มีกากให้มากขึ้น
       • ออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3 วัน เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ ขี่จักรยานฝืดแบบปรับน้ำหนักได้ เล่นเทนนิส แบดมินตัน เป็นต้น
       • ควรหนุนหัวเตียงให้สูงขึ้น โดยใช้วัสดุรองขาเตียง เช่น ไม้ อิฐ โดยเริ่มประมาณ 1/2 - 1 นิ้ว จากพื้นราบก่อนแล้วจึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ควรยกสูงมากจนร่างกายของผู้ป่วยไหลลงไปที่ปลายเตียง อย่ายกศีรษะให้สูงขึ้นโดยการใช้หมอนรองศีรษะ เพราะจะทำให้ความดันในช่องท้องเพิ่มมากขึ้น ถ้านอนพื้น หรือไม่สามารถยกเตียงได้ ให้หาแผ่นไม้ขนาดเท่าฟูก รองใต้ฟูก แล้วใช้ไม้หรืออิฐ ยกแผ่นไม้ดังกล่าวขึ้น




หากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมข้างต้นได้ โอกาสที่ผู้ป่วยจะหยุดยาได้ก็จะสูง โดยเริ่มจาก

        
1.แพทย์จะให้ผู้ป่วยกินยาลดกรด และยาเพิ่มการเคลื่อนตัวของทางเดินอาหารในการกำจัดกรด ประมาณ 2-4 สัปดาห์ก่อน ซึ่งโดยทั่วไปอาการผู้ป่วยจะดีขึ้นตามลำดับ จากนั้นแพทย์จะลดยาเพิ่มการเคลื่อนตัวของทางเดินอาหารฯ ก่อน แล้วจึงพิจารณาลดยาลดกรดลงภายหลัง

       
 2.หลังจากผ่านการใช้ยาตามข้อ 1 ประมาณ 1-3 เดือนแล้ว มีอาการไม่มากขึ้น แสดงว่า ผู้ป่วยปฏิบัติตัวได้ดีพอควร แพทย์อาจพิจารณาหยุดยาทั้งหมด แต่ผู้ป่วยอาจใช้ยาเฉพาะช่วงที่มีอาการกรดไหลย้อนเท่านั้น
       
       อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า โรคกรดไหลย้อนจะหายขาด หากผู้ป่วยยังหันกลับไปมีพฤติกรรมเดิมๆ แต่เพื่อความไม่ประมาท ผู้ป่วยควรมียาลดกรดและยาเพิ่มการเคลื่อนตัวของทางเดินอาหารฯ ติดตัวไว้เสมอ โดยเฉพาะเมื่อเวลาเดินทาง


แด่การห่างไกลจากโรคกรดไหลย้อนของคุณ

ธวัชชัย สุวรรณสาร
Amway USA Team



0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น