|
โรคเยื่อบุจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ คือ โรคที่มีความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายชนิดที่มีอาการแสดงทาง จมูก เกิดหลังจากได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้าไป แล้วเกิดการอักเสบของเยื่อบุจมูก ทำให้เกิดอาการคัน น้ำมูกไหล จาม และคัดจมูก ตั้งแต่น้อย จนถึงเป็นมาก โรคนี้จัดเป็นสาเหตุของอาการหวัดเรื้อรังที่พบบ่อยเช่นกัน ประชาชนทั่วไปมักเรียกโรคนี้ว่า “ โรคแพ้อากาศ ” ซึ่งในภาษาอังกฤษมีชื่อเรียกโรคนี้หลายๆแบบ เช่น hay fever, summer catarrh เหล่านี้เป็นต้น
การจำแนกชนิดของโรค
แบ่งโรคเยื่อบุโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ออกได้ใหญ่เป็น 2 ชนิด คือ
1.โรคเยื่อบุจมูกอักเสบที่มีอาการเป็นครั้งคราว(
seasonal หรือ intermittent allergic rhinitis) เดิมเคยเรียก seasonal allergic rhinitis นี้ว่า “ hat fever “ ซึ่งผู้ป่วยมักมีอาการเฉพาะบางฤดู(season) หรือเป็นครั้งคราว(intermittent) เท่านั้น
2.โรคเยื่อบุจมูกอักเสบที่มีอาการติดต่อกันตลอดทั้งปี (perennial allergic rhinitis) หรือมีอาการติดต่อกันมากกว่า 4 วัน ต่อ 1 สัปดาห์ และอาการคงอยู่นานกว่า 4 สัปดาห์ (persistent allergic rhinitis) เป็นชนิดที่มีอาการได้เกือบทั้งปี และเป็นชนิดที่พบบ่อยกว่าชนิดแรก ดังนั้นส่วนมากถ้าแพทย์กล่าวถึงโรคเยื่อบุจมูกอักเสบจากภูมิแพ้เฉยๆ มักจะหมายถึง ชนิดนี้
อุบัติการของโรค
โรคเยื่อบุจมูกอักเสบจากภูมิแพ้เป็นสาเหตุของเยื่อบุจมูกอักเสบเรื้อรังที่พบมากที่สุด นอกจากนี้ยังพบได้ทุกเชื้อชาติ และทุกช่วงอายุ แต่มักแสดงออกในช่วยวัยเรียน หรือวัยรุ่น ไม่ค่อยพบในเด็กเล็ก ถ้าในวัยเด็กมักพบในเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง ส่วนในผู้ใหญ่มักพบผู้หญิงเป็นมากกว่าผู้ชาย ความชุกของโรคนี้ในเด็ก กรุงเทพมหานคร อายุ 6-7 ปี เมื่อปี 2538 พบได้ประมาณร้อยละ 32.6 ต่อมาในปี 2544 พบเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 43.2 ขณะที่ความชุกในเด็กอายุ 13-14 ปี ในปี 2538พบสูงถึงร้อยละ 43.4 และเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 57.4 ในปี 2544 ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากมลพิษทางอากาศในเขตเมืองที่เพิ่มขึ้น เชื่อว่าการที่มีปริมาณของสารก่อภูมิแพ้มากขึ้น และประชากรสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ หรือสารระคายเคืองในอากาศมากขึ้น ทำให้พบผู้ป่วยเพิ่มขึ้น
ในปี 2540-2541 มีการศึกษาหาความชุกของโรคนี้ในนักศึกษามหาวิทยาลัย 6 สถาบันของกรุงเทพมหานครที่มีอายุระหว่าง 16-31 ปี พบร้อยละ 26.3 และล่าสุดในปี 2550 มีรายงานการศึกษาในนักศีกษามหาวิทยาลัยของพิษณุโลก อายุระหว่าง 17-53 ปี พบสูงถึงร้อยละ 57.4
ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรค
1.พันธุกรรม เยื่อบุจมูกอักเสบจากภูมิแพ้นี้สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้
2.สารก่อภูมิแพ้ เป็นสิ่งสำคัญในการกระตุ้นให้กลไกภูมิคุ้มกันในร่างกายทำงาน ซึ่งส่วนใหญ่ในโรคนี้ สารก่อภูมิแพ้จะเข้าทางระบบทางเดินหายใจ
3.เศรษฐานะ พบว่าผู้มีฐานะดีมีโอกาสเกิดโรคนี้ได้มากกว่าเศรษฐานะปกติ
4.มลภาวะ มลภาวะต่างๆ เช่น ไอเสียรถยนต์ หรือการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงอื่นๆส่งผลกระทบต่อภูมิคุ้มกันของร่างกาย และทำให้เกิดโรคภูมิแพ้โดยเฉพาะทางระบบทางเดินหายใจมากขึ้น แต่ยังไม่มีรายงานความสัมพันธ์ที่แน่ชัดของมลภาวะภายในบ้านเช่น ควันบุหรี่ กับกับเกิดโรคเยื่อบุจมูกอักเสบ แต่พบว่าควันบุหรี่ทำให้อาการทางจมูกของผู้ป่วยโรคนี้มีอาการมากขึ้น หรือกำเริบรุนแรงกว่าเดิมได้
อาการของโรค
ผู้ป่วยจะมีอาการคันจมูก และอาจมีอาการจามติดๆ กันหลายครั้ง มีน้ำมูกใสๆ คัดจมูกตามมา อาการดังกล่าวมักเป็นอยู่เป็นนาที หรือชั่วโมง หลังจากนั้นจะหายได้เอง โดยอาจมีอาการคันที่ตา , คอ , หู หรือที่เพดานปากด้วย นอกจากนี้ผู้ป่วยอาจมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น อาการปวดศีรษะ, เสียงเปลี่ยน ,จมูกไม่ได้กลิ่น ,น้ำมูกไหลลงคอ ,ไอ ,เจ็บคอเรื้อรัง อาจมีอาการหูอื้อ หรือมีเสียงดังในหู
อาการแสดง และการวินิจฉัย
การวินิจฉัยโรคนี้ต้องอาศัยประวัติในอดีต และประวัติครอบครัวเป็นสำคัญ อีกทั้งอาการที่เป็นอยู่ดังกล่าวแล้วข้างต้นเข้ามาประกอบ นอกจากนี้การตรวจอาการแสดงต่างๆ มีส่วนช่วยในการวินิจฉัยได้แม่นยำขึ้น
1.ผู้ป่วยที่มีอาการตั้งแต่อายุยังน้อย และเป็นอยู่นานส่วนมากหายใจทางปากแทนจมูก เนื่องจากเยื่อบุจมูกอักเสบตลอดเวลาจนเกิดอาการบวมปิดรูจมูก ดังนั้นการตรวจโพรงจมูกบริเวณด้านหน้าโดยอายุรแพทย์เฉพาะโรคภูมิแพ้ฯ จะใส่เครื่องมือเข้าในจมูก ทำให้พบภาวะเยื่อบุบวมปิดรูจมูกได้ชัดเจนขึ้น
2.ถ้ามีอาการตั้งแต่อายุน้อยๆอาจทำให้การเจริญเติบโตของกระดูกใบหน้าและฟันผิดปกติคือ ใบหน้าส่วนล่างจะ ยาวกว่าปกติ เนื่องจากต้องอ้าปากหายใจตลอดเวลา เพดานปากจะแคบและโค้งสูง
3.ถ้ามีอาการคันจมูก เด็กมักจะยกมือขึ้นขยี้ หรือ เสยที่ปลายจมูกบ่อยๆ การทำเช่นนี้นานๆ อาจทำให้เกิดมีรอยย่นที่สันจมูก
4.รายที่มีอาการคัดจมูกอยู่นานๆ อาจทำให้มีการคั่งของเลือดบริเวณใต้ขอบตาล่าง ทำให้พบรอยคล้ำ หรือพบริ้วรอยของผิวหนังใต้ขอบตาได้ 5.การตรวจคอ อาจพบผนังคอเป็นตุ่มนูนแดงกระจายอยู่ทั่วไป ซึ่งเกิดจากการระคายเคืองเรื้อรังของผนังคอจากน้ำมูกที่ไหลลงคอหรือจากการ หายใจทางปาก
6.การตรวจโดยการสะกิดผิวหนัง โดยอายุรแพทย์เฉพาะโรคภูมิแพ้เพื่อหาสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นต้นเหตุจะเป็นส่วนสำคัญในการรักษา และอาจใช้แยกโรคเยื่อบุจมูกอักเสบชนิดที่ไม่ได้เกิดจากภูมิแพ้ออกไป
7.นอกจากนี้การตรวจอื่นๆ ที่มักร่วมประกอบการวินิจฉัยในกรณีส่องทางด้านหน้าแล้วไม่ชัดเจน คือการใช้กล้องส่องบริเวณด้านหลังจมูกโดยโสต ศอ นาสิก แพทย์ ก็มีประโยชน์ในการตรวจต่อมน้ำเหลืองด้านหลังที่เรียก “แอดีนอยด์” ว่าโตหรือไม่ นอกจากนี้ยังตรวจภายในจมูก และคอเพื่อใช้แยกวินิฉัยโรคอื่นๆที่มาด้วยอาการคัดแน่นจมูกเช่น มะเร็งโพรงจมูก ริดสีดวงจมูก ฯลฯ
หลักของการรักษาโรค
อาศัยหลักดังนี้
1.หลีกเลี่ยง หรือกำจัดสารก่อภูมิแพ้ทั้งที่อยู่ภายใน และภายนอกบ้าน
2.การใช้ยาบรรเทาอาการ และป้องกันความรุนแรงของโรค
3.การฉีดสารก่อภูมิแพ้ทีละน้อยจนได้ระดับรักษา(allergen immunotherapy)
4.การรักษาโดยการผ่าตัด
โรคแทรกซ้อนหากไม่รับการรักษา
1.โรคหืดจากภูมิแพ้(Allergic Asthma) พบว่าเยื่อบุจมูกอักเสบจากภูมิแพ้เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญในการเกิดโรคหืดจากภูมิแพ้ตามมา เนื่องจากโรคทั้งสองเป็นโรคที่เกิดจากการกระตุ้นกลไกทางภูมิคุ้มกันเช่นกัน พบว่าเมื่อเกิดการอักเสบเฉพาะที่ในบริเวณใดบริเวณหนึ่งของระบบทางเดินหายใจ ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดการอักเสบในอีกตำแหน่งได้ นอกจากนี้ยังพบว่าร้อยละ 80 ของผู้ป่วยที่เป็นโรคหืดจากภูมิแพ้มักจะพบเยื่อบุจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ร่วมด้วยเสมอ
2.ไซนัสอักเสบ(Rhinosinusitis) เนื่องจากไซนัสทุกแห่งมีรูเปิดบริเวณเยื่อบุจมูก ดังนั้นจะพบการอักเสบร่วมกันเสมอของทั้งสองโรค ในปัจจุบันจึ่งนิยมเรียก “rhinosinusitis” แทน “sinusitis” เดิม
3.โรคหูชั้นกลางอักเสบ(Otitis Media) เนื่องจากเยื่อบุหูชั้นกลางมีทางเชื่อมต่อถึงเยื่อบุจมูก ดังนั้นอาจพบการอักเสบร่วมกันได้ มีการศึกษาในผู้ป่วยที่มีประวัติภูมิแพ้พบหูชั้นกลางอักเสบได้บ่อยกว่าผู้ป่วยที่ไม่มีประวัติ
4.โรคริดสีดวงจมูก อาจพบแทรกซ้อนกับโรคเยื่อบุจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ได้ และริดสีดวงนี้เองมักเป็นต้นเหตุของโรคไซนัสอักเสบเนื่องจากขัดขวางการไหลของน้ำคัดหลั่งจากไซนัสต่างๆทำให้โอกาสติดเชื้อของไซนัสมีมากขึ้นตามลำดับ
ด้วยความปรารถนาดีจาก
อายุรแพทย์ทั่วไป อายุรแพทย์เฉพาะโรคภูมิแพ้ฯ คลินิกอายุรกรรม โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท
|
0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น