ในการใช้ชีวิตทุกวันนี้ อาจเป็นชีวิตที่แสนสบาย มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มากมายรอบตัว แต่มนุษย์เราก็ยังคงมีโรคร้ายต่างๆ รุมเร้า ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ โรคหัวใจ ที่คนไทย และทั่วโลกป่วยกันมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก วันนี้เราจึงมีบทความดีๆ เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ที่น่าเป็นห่วงต่อการเกิดโรคหัวใจมาฝากกัน ดังนี้
1.ไม่รักษาสุขภาพช่องปาก
เคยมีคำกล่าวเกี่ยวกับสุขภาพปากและสุขภาพหัวใจเอาไว้ว่า สองสิ่งนี้มีความเชื่อมโยงกัน หากสุขภาพช่องปากไม่ค่อยโสภา มีกลิ่นเหม็น หรือมีเศษอาหารหมักหมมตามซอกต่างๆ ก็เป็นไปได้ว่า สุขภาพหัวใจอาจต้องการหมอด้วยก็เป็นได้ ทั้งนี้ เพราะในเวลาที่มีการอักเสบภายในเยื่อบุช่องปาก เชื้อโรคต่างๆ เหล่านี้ก็จะทะลุทะลวงเข้าไปในร่างกายได้อย่างรวดเร็วนั่นเอง
2.นอนหลับไม่เพียงพอ
ปัจจุบันคนที่มีโอกาสนอนหลับอย่างเพียงพอมีจำนวนน้อยลง จากเหตุผลต่างๆ เช่น ทำงานดึก หรือติดใจกับชีวิตในเวลากลางคืนมากเกินไปหน่อย ซึ่งการพักผ่อนไม่เพียงพอนี้ เป็นการทำร้ายอวัยวะสำคัญอย่างหัวใจไปด้วย โดยคนที่นอนหลับไม่เพียงพอนั้นมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว หรือหัวใจวายได้ ดังนั้น หากทำได้ควรนอนหลับพักผ่อนให้ได้ 8 ชั่วโมงต่อวัน
3.ไม่เคยลาพักร้อน
การทำงานหนักติดต่อกันอาจให้ผลดีในแง่ความก้าวหน้า แต่สำหรับสุขภาพแล้ว การลาพักร้อนกลับช่วยได้มากกว่า เพราะการลาพักร้อนช่วยให้เราได้คลายเครียด และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจได้ การศึกษาจาก the Wisconsin Women’s Health Study ที่พบว่า ผู้ที่มีโอกาสลาพักร้อนนั้นจะยิ่งห่างไกลจากความเครียด อาการซึมเศร้า เหนื่อยง่าย แถมยังมีความสุขในชีวิตแต่งงานมากขึ้นด้วย
4.ไม่รับประทานผักผลไม้
ผักและผลไม้ล้วนมีสารต้านอนุมูลอิสระ แถมด้วยไฟเบอร์ วิตามิน ที่จำเป็นต่อร่างกาย นอกจากนั้น ผักผลไม้ยังมีโปแตสเซียมสูง ซึ่งสามารถช่วยควบคุมความดันโลหิตได้ ยกตัวอย่างเช่น ผลไม้รสเปรี้ยว กล้วย มะเขือเทศ มัน ถั่ว แอปเปิล แตงกวา กะหล่ำปลี จากการศึกษาพบว่า สามารถช่วยลดการเกิดหัวใจวายได้สูงถึง 52 เปอร์เซ็นต์
5.ไม่ได้รับแสงแดดเพียงพอ
คุณอาจเกรงว่าการออกไปรับแสงอาทิตย์มากๆ นั้นเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งผิวหนัง อีกทั้งการที่ตากแดดจนตัวดำก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีนักในประเทศไทย แต่ไม่ว่าอย่างไร แสงแดดก็มีประโยชน์ต่อร่างกาย และควรเลือกรับแสงแดดในเวลาที่เหมาะสม นอกจากนี้ ยังพบว่า แสงแดดมีผลดีต่อจิตใจด้วยเช่นกัน เพราะช่วยให้จิตใจแจ่มใส ปลอดโปร่งมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีอีกหลายงานวิจัยที่พบว่า การได้รับวิตามินดีต่ำนั้นมีผลต่อความดันโลหิตด้วย แต่รับแสงแดดแค่ไหนถึงพอดี ถ้าเป็นช่วงเดือนที่ค่อนข้างร้อนนั้น อาจจะ 5-30 นาที ในช่วงที่แดดไม่แรงมาก อาจให้ร่างกายบางส่วนเช่น หน้า แขน ขา หรือหลัง ได้สัมผัสแสงแดดก็เพียงพอ
6.ใช้บริการร้านประเภท Drive-through บ่อยๆ
ลองเปลี่ยนเป็นจอดรถแล้วเดินลงไปซื้อของที่ต้องการ แทนการใช้บริการแบบ Drive-through ก็สามารถช่วยได้ บางคนอาจคิดว่า ต้องประหยัดเวลาตรงนี้ไว้ เพื่อจะได้รีบไปฟิตเนสออกกำลังกาย แต่จริงๆ ถ้าในหนึ่งวันได้มีโอกาสเดินมากๆ ก็อาจทดแทนการไปเล่นฟิตเนสได้เช่นกัน ลองเริ่มจากการลดใช้บริการประเภท Drive-through ดูก่อนก็ยังได้
7.ไม่ยอมไปตรวจร่างกาย
หากคุณดูสุขภาพดีและไม่ปรากฏสัญญาณใดๆ ของโรคหัวใจเลย ทำให้คุณชะล่าใจและเมินการตรวจสุขภาพร่างกายประจำปี นั่นเป็นความคิดที่ผิด เพราะโรคหัวใจสามารถคร่าชีวิตคุณได้โดยง่าย หลายคนไม่แสดงอาการของโรคมาก่อนเลยด้วย สมาคมโรคหัวใจอเมริกา แนะนำว่า ในกลุ่มผู้มีสุขภาพปกติควรจะเริ่มตรวจเช็กหัวใจตั้งแต่อายุ 20 ปี เป็นต้นไป ส่วนการตรวจวัดความดันโลหิตควรเช็กทุก 6 เดือน น้ำตาลในเลือดควรเช็กทุกๆ 3 ปี
8.เลือกของว่างผิดประเภท
ขนมถุงๆ มันฝรั่งทอด หรือขนมปังกรอบ เป็นขนมที่มีเกลือและน้ำตาลแฝงอยู่ในปริมาณมาก และช่วยเพิ่มความดันโลหิตของเราได้ รวมถึงค่าไตรกลีเซอไรด์ด้วย นอกจากนั้น ความที่มันมีแต่คาร์โบไฮเดรต คุณจึงมักจะรู้สึกหิวได้ง่ายในเวลาไม่นาน และทำให้คุณต้องรับประทานอาหารมากขึ้น
9.เมินถั่ว
ถั่วเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีอีกแหล่งหนึ่ง และหากรับประทานให้ถูกวิธีก็ไม่ต้องกังวลกับไขมันอิ่มตัว แถมยังมีไฟเบอร์ที่ดีต่อร่างกาย และช่วยลดคอเลสเตอรอลได้ด้วย แต่สำหรับประเทศไทย อาจต้องพิจารณาเลือกแหล่งที่มาของถั่วให้สะอาด และปลอดจากเชื้อราด้วย
10.ใช้เครื่องปรุงรสเยอะ
การบริโภคสารปรุงรสจำนวนมากอาจทำให้ร่างกายคุณได้รับเกลือมากเกินไป ซึ่งสมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกาเผยว่า ไม่ควรให้ร่างกายได้รับเกลือมากกว่า 1500 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะนั่นจะทำให้คุณเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจมากขึ้น
11.ดื่มน้ำอัดลม
น้ำอัดลม เครื่องดื่มประเภทบำรุงร่างกาย เหล่านี้เป็นตัวเพิ่มน้ำตาลให้กับร่างกาย สมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกาแนะนำว่าผู้หญิงไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน ผู้ชายไม่ควรเกิน 8 ช้อนชาต่อวัน แต่ในน้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มรสหวานเหล่านั้น บางขวดมีน้ำตาลเกิน 8 ช้อนชาด้วยซ้ำ
12.ไม่มีเวลาให้ครอบครัว
การมีงานทำจนยุ่งไปหมดอาจเป็นสิ่งที่ดีสำหรับบางคน แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องยุ่งอยู่แต่กับงานตลอดสัปดาห์ การได้กลับมาพบหน้าครอบครัว พบหน้าคนที่รักช่วยยืดอายุให้กับหัวใจได้ อย่าปล่อยให้ตนเองรู้สึกโดดเดี่ยว มีงานเป็นเพื่อนเด็ดขาด เพราะมีการศึกษาจากมหาวิทยาลัยพิตต์สเบิร์ก พบว่า ผู้ที่บอกกับตัวเองว่าตัวเองเหงา โดดเดี่ยวนั้น มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้ และโดยมากผู้ที่บอกตัวเองเช่นนี้มักจะเป็นผู้หญิงด้วย
ความรู้สึกเหงานั้นนอกจากจะทำให้เกิดความรู้สึกหดหู่แล้ว ยังหมายถึงการไม่มีกิจกรรมทำ ต้องนั่งเฉยๆ ซึ่งในผู้หญิงนั้น ความเหงาอาจนำไปสู่ปัญหาน้ำหนักเกิน โรคเครียด และนอนไม่หลับ ขณะที่คนที่มีสังคม มีเพื่อนฝูงให้ปรึกษานั้นพบว่ามีปัญหาเหล่านี้น้อยกว่า
13.ครอบครัวมีประวัติโรคหัวใจ
การจะทราบว่าตนเองมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจมากน้อยแค่ไหน บางทีอาจต้องพิจารณาจากประวัติของบุคคลในครอบครัวร่วมด้วย และไม่เฉพาะพ่อแม่ หากพี่หรือน้องของคุณมีสัญญาณของอาการดังกล่าว คุณเองก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็น นอกจากนั้น ญาติพี่น้องที่ใกล้ชิดอย่างปู่ย่าตายาย พี่ป้าน้าอา ก็เช่นกัน หากพวกเขาเสียชีวิตจากโรคดังกล่าว ให้พิจารณาถึงไลฟ์สไตล์ของคนเหล่านี้ร่วมด้วย
14.พยายามทำสิ่งต่างๆ ในเวลาเดียวกัน
โดยเฉพาะคุณแม่บ้านซึ่งบางทีมีงานล้นมือเกินกว่าจะจัดการให้เสร็จทันในเวลาที่มีอยู่ พวกเธอจึงพยายามทำหลายสิ่งหลายอย่างพร้อมๆ กัน และหลายคนก็สามารถทำได้ดี แต่นั่นอาจหมายถึงการทำงาน “มาก” เกินไป และทำให้เกิดความเครียดได้มาก ซึ่งส่งผลต่อหัวใจของเราในที่สุด
15.ไม่บอกใครว่าต้องการความช่วยเหลือ
หากคุณกำลังมีปัญหาสุขภาพ และต้องการลด ละ เลิกพฤติกรรมบางอย่างเพื่อให้สุขภาพดีขึ้น เช่น เลิกดื่มเหล้า เลิกสูบบุหรี่ เลิกรับประทานขนมหวาน การหักดิบด้วยตัวเองแบบเงียบๆ อาจไม่เป็นผลดีสักเท่าไร เพราะวันใดที่จิตใจคุณอ่อนแอ คุณอาจหันไปหาสิ่งเหล่านั้นได้โดยง่าย ทางที่ดีกว่าคือการบอกกับคนรอบข้าง หรือคนในครอบครัวให้พวกเขารับทราบด้วย ว่า คุณกำลังจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อที่เขาเหล่านั้นจะได้ช่วยสนับสนุน ให้กำลังใจ และไม่ซื้อสิ่งที่อาจทำให้คุณตบะแตกมาฝาก
แด่สุขภาพที่แข็งแรงตลอดไปของคุณ
ธวัชชัย สุวรรณสาร
Amway USA Team







0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น