จุลินทรีย์สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่มองไม่ค่อยเห็นด้วยตาเปล่า และอยู่ใกล้กับเรามาก ๆ จนแทบจะดำเนินชีวิตไปด้วยกันเลย อีกทั้งมีอยู่ในร่างกายเราด้วย จุลินทรีย์เหมือนคนคือต้องการอาหาร และเมื่ออยู่ในที่ที่เหมาะสม ก็ทำให้จุลินทรีย์เจริญเติบโตและออกลูกออกหลานได้ เจ้าจุลินทรีย์ที่มีอยู่ปกติในร่างกายของเราจะเรียกว่า "จุลินทรีย์ประจำถิ่น (Normal Flora)" ส่วนใหญ่จะเป็นพวกเชื้อแบคทีเรีย และอาจพบเชื้อรา ยีสต์ หรือโปรโตซัวบางชนิด
ในร่างกายของเรานั้นมีจุลินทรีย์ประจำถิ่นอาศัยอยู่มากมาย (แบคทีเรียในร่างกายของเรามีมากกว่า 200 ชนิดเลยทีเดียว) โดยมีมาตั้งแต่เราเกิดเลย ตอนที่เราอยู่ในครรภ์มารดานั้นจะไม่มีจุลินทรีย์อยู่เลย และเริ่มมีจุลินทรีย์ขึ้นมาตอนลืมตาออกมาดูโลกแล้วคลอดออกมา
จุลินทรีย์เหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์กับร่างกายเราทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อจากจุลิทรีย์ก่อโรคอื่นๆ หรือบางครั้งอาจช่วยในการสร้างวิตามิน และช่วยย่อยสลายอาหารทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารได้
การใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาโรคจะทำให้เกิดการทำลาย normal flora ในลำไส้ ทำให้เชื้ออื่นๆ ที่อาศัยอยู่เดิม แต่ถูกยับยังการเจริญโดยแบคทีเรียประจำถิ่นนั้นเจริญได้ดีขึ้น ถ้าเชื้อดังกล่าวเป็นเชื้อก่อโรค เชื้อเหล่านั้นจะหลั่ง cytotoxin ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุผิวลำไส้และเกิดการอักเสบตามมา ในเด็กอาจเป็นเพียง colonization แต่ในผู้ใหญ่เชื้อจะสร้างสารที่เป็นพิษ ทำให้มีอาการตั้งแต่ไม่มีอาการ จนถึงลำไส้ใหญ่อักเสบรุนแรง อธิบายได้จากในเด็กมี immature ของ entrocyte membrane toxin receptor จึงทำให้ไม่เกิดอาการในเด็ก โดยเชื้อที่พบว่าเจริญได้ดีหลังจากการใช้ยาปฏิชีวนะรักษา ได้แก่ Clostridium difficile
จุลินทรีย์เหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์กับร่างกายเราทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อจากจุลิทรีย์ก่อโรคอื่นๆ หรือบางครั้งอาจช่วยในการสร้างวิตามิน และช่วยย่อยสลายอาหารทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารได้
การใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาโรคจะทำให้เกิดการทำลาย normal flora ในลำไส้ ทำให้เชื้ออื่นๆ ที่อาศัยอยู่เดิม แต่ถูกยับยังการเจริญโดยแบคทีเรียประจำถิ่นนั้นเจริญได้ดีขึ้น ถ้าเชื้อดังกล่าวเป็นเชื้อก่อโรค เชื้อเหล่านั้นจะหลั่ง cytotoxin ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุผิวลำไส้และเกิดการอักเสบตามมา ในเด็กอาจเป็นเพียง colonization แต่ในผู้ใหญ่เชื้อจะสร้างสารที่เป็นพิษ ทำให้มีอาการตั้งแต่ไม่มีอาการ จนถึงลำไส้ใหญ่อักเสบรุนแรง อธิบายได้จากในเด็กมี immature ของ entrocyte membrane toxin receptor จึงทำให้ไม่เกิดอาการในเด็ก โดยเชื้อที่พบว่าเจริญได้ดีหลังจากการใช้ยาปฏิชีวนะรักษา ได้แก่ Clostridium difficile
โรคลำไส้อักเสบจากยาปฏิชีวนะเกิดจากพิษที่สร้างขึ้นโดย C. difficile ในลำไส้ใหญ่ที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นหลังการใช้ยาปฏิชีวนะ อาการนี้มักเป็นอย่างฉับพลันแต่อาจเป็นเรื้อรังได้ เป็นความเสี่ยงสำคัญของยา clindamycin และ lincomycin แต่ยาปฏิชีวนะแทบทุกชนิดต่างก่อให้เกิดผลข้างเคียงนี้ได้แม้แต่ amoxicillin การรักษาที่มีความเจาะจงต่อการรักษาโรคนี้คือการให้ยาต้านแบคทีเรียทางปากคือ vancomycin หรือ metronidazole โดย vancomycin จัดเป็นยาที่เหมาะสมสำหรับอาการที่รุนแรงมาก
ปัจจุบัน C. difficile ถือเป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งในโรงพยาบาลต่างๆ เพราะสามารถแพร่กระจาย และทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากต้องรับประทานยาปฏิชีวนะหรือทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง โดยโรงพยาบาลหลายแห่งของอังกฤษยังคงมีผู้ติดเชื้อสูงแม้จะมีจำนวนลดลงแล้ว เช่น ในปี 2010-2011 มีผู้ติดเชื้อ C. difficile 10,414 ราย ลดลงจาก 33,442 ราย ในปี 2007-2008 เช่นเดียวกับโรงพยาบาลหลายๆ แห่งในสหรัฐอเมริกา มีผู้ติดเชื้อ C. difficile มากถึง 336,000 คน และมีผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อดังกล่าวมากถึง 14,000 คนต่อปี
งานวิจัยนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเนื่องจากการใช้ยาปฏิชีวนะในปัจจุบันนั้นมีอย่างแพร่หลาย และยังขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ผลงานวิจัยในครั้งนี้จึงเป็นรากฐานที่สำคัญในการนำไปรักษาผู้ป่วยที่ได้รับผลข้างเคียงจากยาปฏิชีวนะเป็นเวลานาน ป้องกันโรคแทรกซ้อนอื่นๆ หรือผลข้างเคียง จาก C. difficile อีกด้วย ในขณะเดียวกัน การรักษาด้วยวิธีจุลินทรีย์บำบัดนี้ยังไม่เป็นที่นิยมเนื่องจากว่า ในการหาอัตราส่วนของจุลินทรีย์ที่ใช้ในการรักษาผู้ป่วยแต่ละคนมีความจำเพาะ ต้องใช้เวลาในการวิเคราะห์เป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมีความเยงที่จะได้รับเชื้อก่อโรคอื่นๆ ในระหว่างการรับการรักษาอีกด้วย
บางครั้งแพทย์บางท่านได้หันไปแก้ปัญหาด้วยหนทางที่ไม่น่าพิสมัย เช่น แก้ความไม่สมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ โดยการใส่ท่อที่บรรจุจุลินทรีย์ที่ได้จากอุจจาระของผู้ที่มีสุขภาพดีลงไปในกระเพาะอาหาร แต่วิธีการนี้ก็ยังไม่ได้รับการยอมรับและผิดกฎหมายในบางประเทศเนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับเชื้อโรคจากวิธีการดังกล่าว
บางท่านอาจรู้สึกขยะแขยงกับวิธีการข้างต้น แต่ว่าวิธีการนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่หรือแปลกประหลาดแต่อย่างใด วิธีการแบบนี้สามารถพบได้ในสัตว์หลายๆ ชนิดเช่น ช้าง แพนด้า โคอาล่า และฮิปโป เมื่อสัตว์เหล่านี้ยังเป็นเด็กจะกินแต่นมแม่ แต่เมื่อต้องเริ่มกินอาหารอย่างอื่นนอกจากนม แม่ของสัตว์เหล่านี้จะต้องป้อนอุจจาระตัวเองให้กิน เพื่อถ่ายทอดจุลินทรีย์ในลำไส้ไปให้ลูกๆ ใช้ย่อยอาหาร
บางครั้งแพทย์บางท่านได้หันไปแก้ปัญหาด้วยหนทางที่ไม่น่าพิสมัย เช่น แก้ความไม่สมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ โดยการใส่ท่อที่บรรจุจุลินทรีย์ที่ได้จากอุจจาระของผู้ที่มีสุขภาพดีลงไปในกระเพาะอาหาร แต่วิธีการนี้ก็ยังไม่ได้รับการยอมรับและผิดกฎหมายในบางประเทศเนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับเชื้อโรคจากวิธีการดังกล่าว
บางท่านอาจรู้สึกขยะแขยงกับวิธีการข้างต้น แต่ว่าวิธีการนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่หรือแปลกประหลาดแต่อย่างใด วิธีการแบบนี้สามารถพบได้ในสัตว์หลายๆ ชนิดเช่น ช้าง แพนด้า โคอาล่า และฮิปโป เมื่อสัตว์เหล่านี้ยังเป็นเด็กจะกินแต่นมแม่ แต่เมื่อต้องเริ่มกินอาหารอย่างอื่นนอกจากนม แม่ของสัตว์เหล่านี้จะต้องป้อนอุจจาระตัวเองให้กิน เพื่อถ่ายทอดจุลินทรีย์ในลำไส้ไปให้ลูกๆ ใช้ย่อยอาหาร
งานวิจัยชิ้นนี้นำโดย ทรีเวอร์ ลอว์ลีย์ นักชีววิทยาจากสถาบัน Wellcome Trust Sanger สหราชอาณาจักร มีวัตถุประสงค์ในการทำวิจัยเพื่อลดปัญหาการติดเชื้อหลังจากการใช้ยาปฏิชีวนะ โดยการใช้จุลินทรีย์บำบัด (bacteriotherapy) ได้ทำการทดสอบการแพร่กระจายของ Clostridium difficile โดยให้ยาปฏิชีวนะ clindamycin กับหนูเป็นเวลา 7 วัน หลังจากหยุดให้ยาพบว่า หนูติดเชื้อ C. difficile ทันที และเมื่อนำหนูที่ติดเชื้อ C. difficile ไปเลี้ยงร่วมกับหนูที่ไม่ติดเชื้อเป็นระยะเวลา 30 วันพบว่า หนู 14 ตัวที่ไม่ติดเชื้อในตอนแรก เป็นหนูที่ติดเชื้อทั้งหมด เนื่องจากว่าในทางเดินอาหารหรือลำไส้จะมี C. difficile ที่อยู่ในรูปสปอร์อยู่แล้ว แต่ไม่สามารถเจริญได้เนื่องจากมีแบคทีเรียประจำถิ่นคอยควบคุมอยู่ แต่เมื่อแบคทีเรียประจำถิ่นถูกรบกวน/ถูกทำลายโดยยาปฏิชีวนะ จึงทำให้สภาวะในการเจริญของ C. difficile นั้นเหมาะสมจึงเจริญและแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว
หลังจากนั้นจึงได้นำหนูที่ติดเชื้อมาทดสอบการรักษาสภาวะจุลินทรีย์ในลำไส้ไม่สมดุลที่ก่อให้เกิดโรคต่างๆ โดยการใช้จุลินทรีย์ที่คัดกรองจากอุจจาระของหนูที่มีสุขภาพดีมาให้หนูที่ติดเชื้อรับประทาน โดยจุลินทรีย์ดังกล่าวหลังจากเอามาจำแนกสายพันธุ์พบว่ามี 18 สายพันธุ์ ทางผู้วิจัยจึงได้นำสายพันธุ์ต่างๆ มาผสมกันเพื่อให้ได้ผลการรักษาออกมาดีที่สุด พบว่า การผสมกันของ 6 สายพันธุ์ที่ต่างกันจะช่วยในการคืนสมดุลของจุลินทรีย์ในทางเดินอาหารดีที่สุด
งานวิจัยนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเนื่องจากการใช้ยาปฏิชีวนะในปัจจุบันนั้นมีอย่างแพร่หลาย และยังขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ผลงานวิจัยในครั้งนี้จึงเป็นรากฐานที่สำคัญในการนำไปรักษาผู้ป่วยที่ได้รับผลข้างเคียงจากยาปฏิชีวนะเป็นเวลานาน ป้องกันโรคแทรกซ้อนอื่นๆ หรือผลข้างเคียง จาก C. difficile อีกด้วย ในขณะเดียวกัน การรักษาด้วยวิธีจุลินทรีย์บำบัดนี้ยังไม่เป็นที่นิยมเนื่องจากว่า ในการหาอัตราส่วนของจุลินทรีย์ที่ใช้ในการรักษาผู้ป่วยแต่ละคนมีความจำเพาะ ต้องใช้เวลาในการวิเคราะห์เป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมีความเยงที่จะได้รับเชื้อก่อโรคอื่นๆ ในระหว่างการรับการรักษาอีกด้วย
ธวัชชัย สุวรรณสาร
Amway USA Team






0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น