การใช้สมองคิดในการทำงานที่ชอบ ไม่เพียงส่งผลให้สุขภาพกายและสุขภาพจิตใจแข็งแรงแล้ว แต่การใช้สมองเพื่อคิดในสิ่งต่างๆ ยังเป็นการหาทางออกให้กับปัญหา ช่วยสร้างสติและสมาธิ รวมถึงยังเป็นการเพิ่มเชาวน์ปัญญาให้คมอยู่ตลอดเวลานั่นเอง เพราะนั่นเท่ากับคุณได้บริหารสมองทั้งซีกทั้งซ้ายและขวาที่ทำงานต่างกัน ให้ทำงานประสานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนใครหลายคนที่ใช้สมองไปกับการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในการทำงาน จนนำไปสู่โรคภัยไข้เจ็บหรือผลเสียต่อสุขภาพ หรือเกิดอาการเครียดนั้น มีคำแนะนำดีๆ จากผู้หญิงเก่งที่มีสุขภาพแข็งแรงจากการทำงานหนัก อย่างคุณอุไรศรี ชเนศร์ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มโรงพยาบาลกล้วยน้ำไท และสถานดูแลผู้ป่วยฯ (แผนกผู้สูงอายุ) และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาอายุกรรมสมอง นพ.สุวินัย บุษราคัมวงษ์ แพทย์สาขาอายุรกรรมสมอง มาฝากคุณหนุ่มๆ สาวๆ วัยทำงาน
เริ่มกันที่วิธีดูแลสุขภาพของคุณอุไรศรี ที่แม้จะก้าวล่วงในวัย 78 ปีแล้ว แต่เคล็ดลับที่ทำให้เจ้าตัวดูแข็งแรงนั้นอยู่ที่การ “เป็นคนที่สนุกกับงานและไม่ค่อยจะเครียดกับอะไรง่ายๆ ได้ยิ่งทำงานยากๆ หรือโครงการใหญ่ๆ ก็ยิ่งรู้สึกว่าน่าสนุก เพราะทำให้ตัวเองได้ใช้สมองคิดวางแผน พูดคุยกับคนที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางในสาขาต่างๆ และได้ลงมือทำจนงานนั้นๆ ประสบความสำเร็จ และเนื่องจากมีข้อมูลที่ศึกษาพบว่าในช่วงเช้าๆ จะเป็นช่วงที่สมองปลอดโปร่ง และทำงานได้เนื้องานมากที่สุด เพราะเป็นช่วงที่สมองแจ่มใส มีสมาธิ และไม่เครียด ตนจึงมักจะคิดเรื่องสำคัญๆ ในตอนเช้า”
ส่วนการที่หนุ่มๆ สาวๆ วัยทำงานหลายคนมีปัญหาในเรื่องของการทำงานหนักหลายอย่างพร้อมๆ กันจนทำให้สุขภาพแย่ลงนั้น คุณอุไรศรีบอกว่า “การที่ต้องทำหลายๆ เรื่อง และงานหลากหลายในทุกๆ วัน ถือเป็นการดูแลตัวเองไปโดยอัตโนมัติ เพราะการเข้าประชุมนานๆ ต้องเข้าพบผู้ใหญ่ ต้องไปโน่นมานี่ตลอดเวลา ทำให้ต้องดูแลร่างกาย และสุขภาพให้แข็งแรง เช่น ต้องวิ่งลู่ ไปไดรฟ์กอล์ฟ จะว่าไปแล้วก็เพราะทำงานอย่างมีความสุข เลยทำให้กระฉับกระเฉง ร่างกายแข็งแรงและสดชื่นอย่างที่เห็น ดังนั้นการเปลี่ยนทัศนคติมาคิดบวกหากต้องทำงานหนัก และหันมาออกกำลังอย่างที่กล่าวมาข้างต้น ก็เป็นอีกหนทางหนึ่งในการมีสุขภาพที่ดีได้”
แม้การทำงานอยู่ตลอดเวลาจะเป็นการกระตุ้นการใช้สมอง แต่ความเครียดจากการทำงานที่ส่งผลให้นอนไม่หลับ นับเป็นปัญหาหนึ่งที่คนวัยทำงานมักพบได้ ดังนั้นการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีนี้ คุณอุไรศรีให้คำแนะนำว่า “ก่อนหน้านี้มักมีปัญหาเรื่องนอนไม่ค่อยหลับ เพราะถึงเวลานอนแล้วแต่สมองก็ยังมีเรื่องงานค้างอยู่ ก็เลยใช้วิธีสวดมนต์และแผ่ส่วนกุศลก่อนจะเข้านอน ซึ่งก็ช่วยให้ไม่เครียดและนอนหลับได้ดี” พร้อมกันนี้ผู้บริหารสาวได้เผยหลักของการทำงานให้มีสุขภาพดี นอกจากการดูแลสุขภาพและบริหารสมองอย่างที่กล่าวมาข้างต้น โดยการใช้หลักอิทธิบาท 4 “โดยส่วนตัวจะใช้หลักอิทธิบาท 4 นี่ล่ะค่ะ คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ฟังดูเหมือนจะยากแต่ก็ทำได้ง่ายๆ ขอเพียงแค่รักและสนุกกับงานที่ทำ เริ่มจากฉันทะ มีความรักในงานที่ทำ อิทธิบาท 4 ข้อต่อมาก็คือวิริยะ หรือความพากเพียร ทำอย่างไม่ท้อถอย พอเจอปัญหาก็พยายามหาทางที่จะทำให้ได้ ส่วนจิตตะ หรือความใส่ใจในงานที่ทำในทุกๆ ขั้นตอนจนกว่าจะเสร็จ และสุดท้ายคือวิมังสา คือการนำข้อมูลทั้งหมดที่เราได้รวบรวมไว้จากฉันทะ วิริยะ และจิตตะมาทบทวนค้นคว้าหาเหตุและผล จากนั้นจึงนำมาปฏิบัติให้แน่ชัด”
ท้ายนี้ คุณอุไรศรียังฝากแง่คิดว่า "ทุกอย่างอยู่ที่จิตใจ ถ้าเรามีความสุขกับงานที่เราทำ ถึงจะมีความเครียดแต่ก็เป็นเพียงแค่ระยะหนึ่ง แต่เมื่อมองผลลัพธ์ที่เห็นอยู่ข้างหน้าความเครียดก็จะหายไป แต่เป็นความสุขเข้ามาแทนที่ เพราะฉะนั้น “การทำงาน” นอกจากจะทำให้มีความสุขในทุกๆ วันแล้ว ยังทำให้สุขภาพแข็งแรงและอายุยืนด้วย”
สอดคล้องกับข้อมูลจาก นพ.สุวินัย บุษราคัมวงษ์ ที่ให้ข้อมูลว่า “การทำงานหนักในงานที่ตนเองชอบ และทำเพื่อให้สำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ทำให้เกิดความพึงพอใจในตัวเอง และการที่เราเผชิญหน้ากับภาวะกดดัน คับขัน ที่ต่างออกไปจากที่เป็นอยู่ทุกวัน เป็นการบังคับให้สมองได้หาทางออกของปัญหา บริหารสมอง คิดหาทางออก เป็นการเพิ่มศักยภาพของสมองในการเปิดรับข้อมูลใหม่ๆ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ทำให้เราได้ฝึกสมองทั้ง 2 ซีก (สมองซีกขวาจะควบคุมเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์และเรื่องของศิลปะ ส่วนสมองซีกซ้ายจะควบคุมเกี่ยวกับเรื่องของการคำนวณและตัวเลข) แต่โดยทั่วไปสมองทั้ง 2 ซีกก็ทำงานร่วมกัน มีการประสานงานกันอยู่แล้ว ซึ่งการทำงานตอนเช้ามักจะทำได้ดีกว่าช่วงอื่นๆ ของวัน เพราะเราได้นอนพักผ่อนเต็มที่ เท่ากับสมองคนเราได้ฟื้นฟูประสิทธิภาพ เหมือนกับการได้ชาร์จแบตเตอรี่ จึงมีผลให้สมองสดชื่น คิด ตัดสินใจได้อย่างดี มีประสิทธิภาพ”
แด่สุขภาพกายและสุขภาพที่ดีเยี่ยมของคุณ
ธวัชชัย สุวรรณสาร
Amway USA Team







0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น