ผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุวิทยาเผย “มะเร็งจอตา” โรคฮิตอันดับ 3 ในเด็กแรกเกิด-5 ขวบ ถ้าไม่รักษาอาจตายได้ใน 2 ปี ในไทยพบป่วยปีละ 40 คน แนะพ่อแม่สังเกตอาการลูก พบตาขาว ตาวาวคล้ายตาแมว หรือตาเหล่ รีบหาหมอด่วน
ศ.พญ.ละอองศรี อัชชะนียะสกุล หัวหน้าสาขาวิชาจักษุวิทยาเด็กและกล้ามเนื้อตา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวในการเสวนาเรื่องการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งจอตาในเด็กว่า โรคมะเร็งจอตาเกิดจากความผิดปกติในการแบ่งตัวของเซลล์ เพื่อพัฒนาไปเป็นเซลล์รับแสงในจอตาจนไม่สามารถควบคุมได้ และอาจจะกลายเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เป็นมะเร็งที่อวัยวะอื่นๆ ได้อีกด้วย ส่วนใหญ่มักจะพบในเด็กแรกเกิดจนถึง 5 ขวบ และจะวินิจฉัยพบน้อยมากในเด็กอายุ 7 ขวบขึ้นไป นอกจากนี้ โรคดังกล่าวยังถือเป็นโรคที่มักเกิดกับเด็กอันดับ 3 รองลงมาจากโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว และเนื้องอกในสมอง ซึ่งหากไม่รีบทำการรักษาจะทำให้เสียชีวิตภายใน 2 ปี
ศ.พญ.ละอองศรีกล่าวต่อว่า โรคมะเร็งจอตาจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ซึ่งพบมากถึง 40% อีกทั้งยังสามารถเป็นโรคมะเร็งจอตาได้ทั้ง 2 ข้าง ส่วนกลุ่มที่ไม่ได้ถ่ายทอดทางพันธุกรรมพบอัตราการเกิดประมาณ 60% ส่วนใหญ่จะเป็นที่ตาข้างใดข้างหนึ่ง หรือตำแหน่งเดียวในจอตา และโอกาสที่เซลล์มะเร็งจะก่อให้เกิดโรคที่อวัยวะอื่นก็พบได้น้อยกว่าในกลุ่มที่เกิดจากพันธุกรรม ทั้งนี้ ในแต่ละปีประเทศไทยจะพบผู้ป่วยทั่วประเทศประมาณ 40 คน และมีอัตราการเกิดโรคอยู่ที่ 1 ต่อ 18,000-20,000 คน ขณะที่ทั่วโลกจะพบประมาณ 8,000 คน
จักษุแพทย์กล่าวต่ออีกว่า อาการของผู้ที่เป็นโรคส่วนใหญ่ รูม่านตาจะเป็นสีขาว ซึ่งเกิดจากการสะท้อนแสงของก้อนมะเร็ง ซึ่งเป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุด 50-60% ผู้ป่วยจะมีลักษณะตาวาว สีขาวๆ กลางตาดำ รองลงมาคือ อาการตาเหล่ ซึ่งพบประมาณ 20-30% นอกนั้นผู้ป่วยอาจจะมีอาการตาอักเสบ ตาแดง ม่านตาทั้ง 2 ข้างสีไม่เหมือนกัน เพราะเกิดจากการที่มีเส้นเลือดฝอยมากผิดปกติ ปวดตา มีการอักเสบเยื่อบุลูกตา และลูกตาฝ่อ ซึ่งค่อนข้างพบได้น้อย
สำหรับการรักษาโรคมะเร็งจอกระจกตาสามารถทำได้โดยการด้วยเลเซอร์เย็น การฉายรังสี การใช้เคมีบำบัด แต่หากผู้ป่วยมีอาการรุนแรงจนสูญเสียการมองเห็นแล้ว จะต้องผ่าตัดควักลูกตาออกแล้วใส่ดวงตาเทียมที่ประดิษฐ์ขึ้นมา ซึ่งเป็นดวงตาเทียมที่ไม่สามารถทำให้ผู้ป่วยกลับมามองเห็นได้ ทั้งนี้ ในกรณีที่เด็กต้องผ่าตัดต้อกระจกซึ่งจะมีสีขาวขุ่นเช่นเดียวกับอาการของโรคมะเร็งจอตานั้น ต้องระวังและดูให้ละเอียดถึงด้านหลังว่ามีเซลล์มะเร็งหรือไม่ ไม่เช่นนั้นการผ่าตัดดังกล่าวอาจจะทำให้ก้อนมะเร็งกระจายได้
“พ่อแม่ต้องสังเกต ถ้าเด็กมีอาการตาวาวเหมือนตาแมวตอนที่โดนแสง หรือเวลาที่เราถ่ายภาพแล้วเกิดสีขาววาวในลูกตา ให้นึกถึงโรคนี้เป็นอันดับแรกและรีบมาตรวจวินิจฉัย เพราะถ้ารักษาเร็วในระยะที่เซลล์มะเร็งยังไม่ลุกลาม ผู้ป่วยสามารถกลับมามีชีวิตที่ปกติได้ แต่ต้องหมั่นมาพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจสภาพดวงตาอย่างสม่ำเสมอ” ศ.พญ.ละอองศรีกล่าว
นายมนัส เจียรวนนท์ คุณพ่อน้องแตงโม กล่าวว่า เนื่องจากโรคนี้เป็นโรคที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก จึงไม่รู้จักการสังเกตและการป้องกัน ขณะที่ลูกตนเข้าโรงพยาบาลก็ไม่ได้ตื่นตระหนก เพราะเห็นว่าเป็นแค่อาการตาแดงเท่านั้น แต่พอแพทย์บอกว่าต้องผ่าตัดเอาลูกตาออก ถึงได้ทำใจ และตระหนักได้ว่าโรคนี้เป็นโรคที่สำคัญของเด็ก
“แต่ก็ไม่เข้าใจอยู่ดีว่าก่อนหน้านี้ทำไมถึงไม่มีแพทย์หรือแม้แต่กระทรวงสาธารณสุขไม่เคยออกมาให้ความรู้เหล่านี้กับประชาชน มะเร็งในจอตา คำนี้ผมจำจนวันตาย” นายมนัสกล่าว.







0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น